บล็อกนี้ เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา อินเตอร์เน็ตและการสื่อสารในชีวิตประจำวัน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีการศึกษา2554

วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2554

วิตามิน Q โคเอ็นไซม์คิว-10

วิตามิน Q คืออะไร ? สำหรับร่างกายมี ประโยชน์หรือไม่? คุณจะหารับประทานได้ จากที่ไหน ?
ปัจจุบัน วงการแพทย์รุ่นใหม่และนัก วิทยาศาสตร์ชั้นนำให้ความสำคัญกับวิตามิน ตัวใหม่หรือ วิตามิน Q สามารถป้องกัน รักษาโรคหัวใจและช่วยชะลอความชราได้ คุณก็คงอยากรู้ว่าวิตามิน Q มีสรรพคุณ อย่างไร และมีประโยชน์อย่างไร ก็ต้องลอง อ่านกันนะคะจะได้รู้ว่า วิตามิน Q คืออะไร

สารานุกรม วิตามินและเกลือแร่ ได้ กล่าวถึงวิตามิน Q ไว้ว่า โคเอ็นไซม์คิว-10 (หมายถึงวิตามิน Q) เป็นส่วนหนึ่งของระบบ การทำงานเพื่อส่งผ่านอิเล็กตรอนให้ไหล ตลอดไมโตคอนเดรียในเซลล์ของขบวนการ สร้างพลํงงานของสิ่งมีชีวิตจึงเป็นสารสำคัญ ยิ่งทางชีวเคมีมีการค้นพบความสัมพันธ์ ระหว่างโคเอ็นไซม์ คิว 10 และวิตามิน อี ซึ่งตามความจริงทั้งสองทำหน้าที่แตกต่างกัน มาก อาจพบภาวะขาดโคเอ็นไซม์คิว 10 ได้ ในคนทั่วไป
การศึกษาเบื้องต้น บ่งชี้ว่า โคเอ็นไซม์คิว 10 อาจมีประสิทธิภาพสูงในการรักษาโรค รวมถึงการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน แต่สิ่งที่น่าสนใจ ที่สุดในช่วงเวลานี้ คือ ผลกระทบต่อระบบ เลือดและหัวใจ การศึกษาบางชิ้นตรวจพบว่า โค เอ็นไซม์คิว 10 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการ ทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจและลดปัญหา การอุดตันในเส้นเลือด ที่ไปหล่อเลี้ยงหัวใจ นักวิทยาศาสตร์บางท่านได้ทำการวิจัยถึง การทำงานของวิตามิน Q ว่ามีการทำงาน อย่างไร
ผลการวิจัยพบว่า วิตามิน Q ทำตัวเป็น สารต้านอนุมูลอิสระคล้ายวิตามินอี โดยจะ ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้โมเลกุลของไขมันถูก ทำลายเสียสภาพ จึงช่วยรักษาผนังเซลล์ให้ คงสภาพอยู่ได้
นักวิทยาศาสตร์บางท่านได้ แสดงให้เห็น ว่า วิตามิน Q ออกฤทธิ์ในอวัยวะของเซลล์ ส่วนที่เรียก ไมโตคอนเดรีย ซึ่งเป็นเสมือน โรงงานผลิตพลังงานที่สำคัญสำหรับเซลล์ ทำหน้าที่สันดาปโดยให้ออกซิเจนด้วยขบวน การที่เรียก ไบโออีเนลไจ ติคส์
หากมนุษย์เราขาดวิตามิน Q พลังงาน ในร่างกายจะขาดหายไปถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเราจะพบวิตามิน Q มากในเซลล์กล้าม เนื้อหัวใจ เพราะหัวใจต้องใช้พลังงานมาก
ชีวิตสมัย ใหม่ในโลกปัจจุบันทำให้ ร่างกายขาดการออกกำลังกายและการ พักผ่อนอย่างเพียงพอ ทำให้หลอดเลือด แคบลงและขาดความยืดหยุ่น ทำให้หัวใจ ต้องทำงานหนักมากขึ้นจนกล้ามเนื้อหัวใจโต ต้องการอาหารและพลังงานมากขึ้นกว่าเดิม แต่ขณะเดียวกันขณะที่หัวใจต้องการอาหาร และพลังงานมากขึ้น เส้นเลือดที่ไปเลี้ยง หัวใจกลับตีบตัน เพราะคอเลสเตอรอลจาก การบริโภคอาหารพวกฟาสต์ฟู้ดเป็นประจำ
เส้นเลือดโคโรนารีที่เป็นสาย ธารของ หัวใจ เมื่อมีก้อนคอเลสเตอรอลไปอุดตันทำ ให้หัวใจทำงานได้ไม่เต็มที่ กล้ามเนื้อหัวใจ อ่อนแรงหรือตายบางส่วน เกิดอาการปวดที่ หัวใจอย่างรุนแรงจนถึงตายก็มี เรียกว่า ” โรคหัวใจ ” ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในปัจจุบัน
การที่มีไขมันมาสะสมมากๆ ที่ผนังด้าน ในหลอดเลือดเสียความยืดหยุ่นเกิดโรคที่ เรียกว่า ” เส้นเลือดแข็ง ” ( อาเธอโรสเคลอโร ซิส )อาการของโรคหัวใจ ในตอนแรกจะดำเนิน ไปอย่างเงียบกริบเพราะเป็นช่วงที่ไขมันและ คอเลสเตอรอล ค่อยๆ เกาะและสะสมช้าๆ บน ผนังเส้นเลือด เมื่อเวลาผ่านไปก้อนไขมันเริ่ม มีขนาดโตขึ้นๆ ส่งผลให้ช่องว่างในหลอด เลือดเล็กลง เส้นเลือดเกิดอาการตีบตันเป็น จุดและเส้นเลือดเริ่มแข็งตัว บางครั้งระหว่าง ที่เหตุการณ์นี้กำลังดำเนิน อยู่ๆคุณอาจรู้สึก ได้ด้วยการปวดร้าวบริเวณหน้าอก เรียกว่า ” ปวดหัวใจแองไจน่า ” หรืออาจจะไม่ส่ง สัญญาณเตือนเลยก็ได้ จนถึงวันที่ก้อนไขมัน หลุดจากเส้นเลือดใหญ่ๆ สักเส้นเข้าไปจุกใน เส้นเลือดโคโรนารี ขัดขวางการส่งเลือดไป เลี้ยงหัวใจชีวิต คุณก็จะมอดม้วยมรณาทันที
วิตามิน Q สามารถแก้ปัญหาเส้นเลือด แข็งที่เป็นต้นตอของสาเหตุกล่าวคือ วิตามิน Q ช่วยยับยั้งไม่ให้ คอเลสเตอรอล จับตัวเป็น ก้อนแข็งในเส้นเลือด ซึ่งวิตามินอีและเบต้า แคโรทีนไม่สามารถเทียบได้ นี่เป็นผลการ ศึกษาของบาลซ์ไฟร์แห่งมหาวิทยาลัยบอสตัน
วิตามิน Q ป้องกันสมองเสื่อม
คุณก็คงเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับ โรคสมองเสื่อม หรือ โรคอัลไซเมอร์ มาบ้างแล้วจากหน้า หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ และวิทยุ ก่อนอื่นเรา มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาการของโรค อัลไซเมอร์ กันดีกว่าค่ะ อัลไซเมอร์เป็นกลุ่ม อาการเสื่อมของสมองที่เกิดในคนชรา หรือ คนวัย 40 ปีขึ้นไป พบในหญิงมากกว่าชาย ประกอบด้วยอาการความจำเสื่อม โดย เฉพาะกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ จำได้ แต่เรื่องเก่าๆ มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม กลายเป็นคนไม่เรียบร้อย ไม่สะอาด แต่งกาย ลวกๆ พูดรัวไม่เป็นคำ อาจกลายเป็นคน อารมณ์ร้ายหรืออิ่มเอมเกินปกติ บางครั้งเกิด อาการหลงเวลาหลงสถานที่ ผู้ป่วยอาจ กลายเป็นคนขี้เซา นอนยาว ที่แย่ที่สุดคือ เกิดอาการชักตัวสั่นเป็นอัมพฤษ์ ซึ่งไม่รู้ สาเหตุของโรคแต่คาดเดาว่าเซลล์สมอง เกิดอาการเสื่อมถอยเพราะถูกทำลายจาก อะไรบางอย่าง
นักวิทยาศาสตร์หลายคน เช่น ดร. เดนแฮม ฮาร์แมน แห่งมหาวิทยาลัย เนบราสก้า เชื่อว่าวิตามิน Q มีส่วนช่วยใน การป้องกันโรคชราที่เรียกกันว่า “อัลไซเมอร์” หรือสมองเสื่อมได้ โดยวิตามินจะปกป้อง ไมโตคอนเดรียให้พ้นจากการโจมตีของอนุมูล อิสระเจ้าตัวร้ายที่คอยบั่นทอนอายุมนุษย์ และสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย
มี เพียงวิตามิน Q และสารอีกไม่กี่ตัวที่ สามารถซึมซาบเข้าไปถึงอวัยวะส่วนไมโต คอนเดรีย และคอยปกป้องเตาเผาพลังงานที่ สำคัญที่สุดของเซลล์ได้
ความ ต้องการวิตามิน Q
เป็นที่ทราบกันดีว่า วิตามินทั้งหลายที่ ร่างกายต้องการนั้น มีอยู่ครบถ้วนแล้วใน อาหารของมนุษย์ แต่ในชีวิตประจำวันที่เร่ง ด่วน คนจำนวนไม่น้อยที่ขาดวิตามินด้วย เหตุหลายประการเช่น – การเลือกรับประทานอาหาร ไม่รับ ประทานผัก ผลไม้ รับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ – อาหารขาดคุณภาพ เช่น อาหาร ฟาสต์ฟู้ดที่คนในเมืองมักจะรับประทานกัน เป็นประจำเพราะต้องแข่งกับเวลา ซึ่งเป็น อาหารที่ใช้วัตถุดิบขาดคุณภาพ เช่น ข้าวขัด ขาว – การปรุงอาหารผิดหลักโภชนาการ วิตามินเมื่อถูกความร้อนสูงจะสลายหมด เช่น ถ้าเรานำเอาน้ำผลไม้ต้มเดือด วิตามินซี จะสลายตัวพืชผักที่เก็บไว้นานๆ จะทำให้ เสียวิตามินได้
- การดูดซึมวิตามินผ่านลำไส้เสีย ประสิทธิภาพ เนื่องจากเป็นโรคบางชนิด เช่น ท้องเสีย หรือรับประทานยาบางชนิด เช่น ยาระบายราฟิน เราพบว่าร่างกายผลิตวิตามิน Q ได้ น้อยลงหลังวัย 20 ปี กว่าๆ และเมื่อถึงวัย กลางคน เรามักจะขาดวิตามิน Q กันทั้งนั้น จึงไม่แปลกที่วัยนี้จะเป็นโรคหัวใจกันมาก ยัง ไม่เป็นที่รู้แน่ชัดว่า ร่างกายคนเราต้องการ วิตามิน Q วันละเท่าไรแน่ แต่รู้ว่าถ้าขาด วิตามิน Q จะทำให้แก่เร็ว ชีวิตสั้น
วิตามิน Q มีในอาหารประเภทไหนบ้าง
วิตามิน Q มีในน้ำมันปลา ปลาทะเลลึก เช่น ปลาซาร์ดีน (ซึ่งก็คือปลากระป๋องนี่เอง) อาหารทะเล เครื่องในสัตว์เฉพาะส่วนหัวใจ ตับและเซ่งจี๊ (คือกระเพาะปัสสาวะของหมู) ถั่วลิสง และน้ำมันถั่วเหลือง แต่อาจมี ปริมาณไม่มากนัก การรับประทานอาหาร อุดมด้วยวิตามินอีหรือซิลิเนียม สามารถ กระตุ้นให้ร่างกายสร้างวิตามิน Q ขึ้นในร่างกายได้
ขนาดมาตรฐานของการบริโภควิตามิน Q คือ 30 มก. /วัน (โดยเฉพาะคนอายุเกิน 50 จำเป็นมาก เพราะคนวัยนี้ร่างกายแทบ เลิกสร้างวิตามิน Q แล้ว จำต้องได้รับจาก ภายนอก) สำหรับคนที่มีอาการโรคชรา ควร รับประทานวิตามิน Q ในขนาด 50-100 มก./วัน เพื่อผลการรักษา
การรับประทานอาหารที่มีวิตามิน Q อย่างเดียวไม่พอ ต้องหาเวลาในการออก กำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะการออก กำลังกายช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลลด ความดันและอื่นๆ ได้สารพัด
จิต ใจผ่องใส การทำจิตใจให้แจ่มใสอยู่ เสมอ ไม่เครียด จะช่วยลดความเสี่ยงต่อ โรคหัวใจได้ เพราะความเครียด และความ วิตกกังวลทุกชนิด ล้วนไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ จิตและสุขภาพกาย
หลีกเลี่ยง เหล้าและบุหรี่ บุหรี่นอกจาก จะทำให้เกิดมะเร็งในปอดอย่างที่รู้กันอยู่แล้ว การสูบบุหรี่เป็นความเสี่ยงต่อโรคหัวใจอย่าง สูง และถ้าหากว่าเลิกบุหรี่นานถึง 10 ปี สุขภาพจะกลับคืนมาเท่าคนที่ไม่สูบบุหรี่
ระดับคอเลสเตอรอล นักวิจัยค้นพบ ว่าระดับ คอเลสเตอรอล ในกระแสเลือดมีความ สัมพันธ์กับโรคหัวใจ คนที่มี คอเลสเตอรอล ใน กระแสเลือดเกิน 265 มิลลิกรัม/เลือดหนึ่งเดซิ ลิตร จะเสี่ยงต่อโรคหัวใจเป็น 4 เท่าของคนที่ มีระดับ คอเลสเตอรอล ต่ำกว่า 19 มิลลิกรัม/เลือดหนึ่งเดซิลิตร
ไม่มี วิตามินตัวใดที่จะดูแลสุขภาพได้ แบบโดดๆ แต่มักจะมีการปฏิบัติหรือการรับประทานอาหารอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย ในการที่ จะทำให้คุณแข็งแรงปราศจากโรคภัยทุกชนิด ได้ ร่างกายของคุณต้องการการดูแลเอา ใจใส่อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องและจริงจัง
ที่มา : จาก…นิตยสาร RIC

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น