บล็อกนี้ เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา อินเตอร์เน็ตและการสื่อสารในชีวิตประจำวัน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปีการศึกษา2554

วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554

ความแตกต่างของโฟมล้างหน้าแบบมีฟอง และไม่มีฟอง

พบว่าในวันหนึ่งๆ เราต้องล้างหน้าอย่างน้อยวันละ ครั้งทุกเช้าเย็น เท่ากับว่าใน ปี เราต้องล้างหน้าถึง 365x2 = 730 ครั้ง ดังนั้นการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวจึงควรล้างออกได้อย่างหมดจด เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะสาวๆ บางคนประสบปัญหาดูแลผิวหน้าได้ดีเท่าไหร่ แต่ใบหน้าก็ยังคงเป็นสิว และทิ้งริ้วรอยให้รำคาญใจ วันนี้เราจึงขอนำเสนอความแตกต่างระหว่างโฟมมีฟองกับโฟมไม่มีฟองมาให้สาวๆ ได้ทำความรู้จักกันมากขึ้นคะ
1. โฟมล้างหน้าประเภทมีฟอง สารที่ให้ฟองมาก มักจะเป็นสารทำความสะอาดที่มีประจุไฟฟ้าเป็นประจุลบ (Anionic surfactant)ซึ่งหลังจากใช้ล้างหน้าแล้วมักจะมีผิวแห้งตึง ยิ่งถ้าคุณล้างหน้าบ่อยๆ จะยิ่งมีผิวหน้าแห้งตึงมากยิ่งขึ้น สารในกลุ่มนี้คือ โซเดียม ลอริล ซีลเฟต (sodium lauryl sulfate หรือ SLS) ซึ่งมักจะก่อให้เกิดผื่นระคายสัมผัสได้บ่อยๆ (Irritant contact dermatitis)
นอกจากนี้ สารที่มีประจุเป็นลบ จะจับกับประจุบวกบนผิวหน้าทำให้เกิดสารตกค้าง บนผิวหน้าได้ง่าย ยิ่งนานวันเข้าก็จะยิ่งสะสมมากขึ้น ก่อให้เกิดการอุดตันบริเวณต่อมรูขุมขน ทำให้เกิดสิวอุดตันได้ง่าย ที่เราเรียก "โคมีโดน" (Comedone)
2. โฟมล้างหน้าประเภทไม่มีฟอง สารที่ใช้ทำความสะอาดผิวหน้าจะเป็นชนิดที่ไม่มีประจุไฟฟ้า (Nonionic surfactant) พวกครีมโฟมล้างหน้าที่ไม่มีฟองนี้ เมื่อนำมาใช้ล้างหน้าจะมีข้อดีคือ ชำระล้างออกด้วยน้ำได้ง่าย เนื่องจากไม่มีประจุไฟฟ้านั่นเอง จึงไม่ทิ้งสารตกค้างบนผิวหน้า ไม่มีการสะสมที่ผิวหน้า ไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อผิว ไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน ดังนั้นจึงไม่มีสิวอุดตันเกิดขึ้น เมื่อใช้โฟมไม่มีฟองล้างหน้า ผิวหน้าจึงดูสดใส ไร้ริ้วรอย และไม่แห้งตึงหลังการล้างหน้า
เพราะเหตุนี้เวลาไปพบแพทย์ เพื่อดูแลปัญหาเรื่องสิวบนใบหน้า แพทย์จึงมักแนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าชนิดไม่มีฟองคะ ซึ่งหากใช้อย่างสม่ำเสมอติดต่อกัน ผิวหน้าจะปรับสู่สภาพที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะมีค่ากรด-ด่าง (pH) ในระดับที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติคะ อย่างเช่น โฟมล้างหน้าไม่มีฟองจากแบรนด์ Smooth E เป็นต้นคะ 

ผมสวยด้วยแชมพูไข่

ผมสวยด้วยแชมพูไข่
ถ้าผมแห้งมาก ใช้ไข่ 1 ฟอง เลือกเอาเฉพาะไข่แดง ตีให้ละเอียดผสมน้ำอุ่นเล็กน้อย หลังจากสระผมนำมาหมักให้ทั่วเส้นผม โดยทิ้งไว้ 10 นาที จึงล้างออก จะทำให้เส้นผมนุ่มสลวย ไม่หยาบมือ
           ทรีทเม้นท์ไข่และแตงกวา
นำไข่ (ใช้ทั้งไข่ขาวและไข่แดง) ตีให้เข้ากัน เติมน้ำมันมะกอกลงไปในปริมาณที่ใกล้เคึยงกัน นำมาผสมกับแตงกวาซึ่งปั่นจนละเอียด (ใช้ 1/4 ลูก) พอกให้ทั่วเส้นผมประมาณ 10 นาที ทำเพียงเดือนละครั้ง ช่วยบำรุงผมให้นิ่มสลวย เหมาะกับผมที่แห้งกรอบจากความร้อน
           ครีมนวดผมสูตรน้ำผึ้ง
น้ำผึ้ง 1/2 ถ้วย น้ำมันมะกอก 1/4 ถ้วย ถ้าผมไม่แห้งนักใช้เพียง 2 ช้อนโต๊ะก็พอค่ะ ผสมน้ำผึ้งกับน้ำมันมะกอกให้เข้ากัน นำมาหมักให้ทั่วเส้นผม ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที หลังจากนั้นสระผมให้สะอาดอีกครั้งค่ะ เหมาะกับคนที่ผมแห้ง จนเสียสวยค่ะ
           ผิวเรียบเนียนด้วยกาแฟบด
ก็บรรดา ครีมขจัดเซลลูไลต์ ที่ราคาแสนแพงน่ะ มีคาเฟอีนอยู่ด้วย ซึ่งช่วยกระตุ้นการขจัดเซลล์ไขมันและยังขัดผิวให้เรียบเนียน แต่อาจจะดูยุ่งยากกว่าการใช้ครีมกระปุกอยู่บ้าง จึงควรทำในห้องน้ำ และก่อนที่จะลงมือขัดผิวด้วยกาแฟอย่าลืมปูพื้นห้องน้ำด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ เพื่อป้องกันท่อน้ำตันค่ะสูตรนี้ใช้กับผิวกายนะคะ ห้ามใช้กับผิวหน้าค่ะและในระหว่างที่ขัดผิว หากมีนวดไปด้วย จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้ผิวพรรณสดใสขึ้นได้ค่ะ

สูตรพิฆาตสิวเสี้ยน

   สูตรพิฆาตสิวเสี้ยน
นำไข่ขาว มาทาบาง ๆ บริเวณที่มีสิวเสี้ยน แล้วใช้กระดาษทิชชูหรือกระดาษซับหน้าแค่ชั้นเดียว วางทับลงไป รอให้แห้ง แล้วค่อย ๆ ดึงกระดาษออก โดยดึงจากมุมด้านล่าง สิ้วเสี้ยนที่เคยเป็นเสี้ยนหนามตำใจจะหลุดออกมาอย่างง่ายดายค่ะ
          เคลนเซอร์สำหรับทุกสภาพผิว
โยเกิร์ต 1/2 ถ้วยน้ำมันดอกทานตะวัน 1 ช้อนโต๊ะน้ำมะนาว 1 1/2 ช้อนโต๊ะ (คั้นสด ๆ นะคะ)นำส่วนผสมทั้งหมด มาผสมให้เข้ากัน พอกให้ทั่วหน้าทุกเช้าและก่อนนอน แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาดจะช่วยทำความสะอาดผิวหน้าได้อย่างล้ำลึก และบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นอีกด้วย


สูตรขจัดสิวหัวดำ

 สูตรขจัดสิวหัวดำ--mouse beens--
นำมะเขือเทศสดมาปั่นรวมกับข้าวโอ๊ตให้เข้ากัน แล้วผสมน้ำผึ้งสักเล็กน้อยนำมาทา บนใบหน้าให้ทั่ว เน้นเป็นพิเศษบริเวณที่มีสิวหัวดำ แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำอุ่น
          มาร์คพอกหน้าสูตรใบเตย
นำใบเตย4-5 ใบมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆแล้วนำไปปั่นรวมกับไข่ไก่ 2ช้อนโต๊ะจะได้มาร์คพอกหน้าเป็นครีมข้นๆ หอมกลิ่นใบเตย พอกหน้าไว้ประมาณ 5-10 นาที แล้วล้างหน้าตามปกติ
         ถนอมผิวหน้าด้วยโยเกิร์ต
ล้างหน้าให้สะอาด ซับเบาๆด้วยผ้าขนหนู แล้วใช้มือแตะโยเกิร์ต(ให้ใช้ชนิดที่ไม่ผสมเนื้อผลไม้) มาพอกให้ทั่วผิวหน้า เว้นรอบปากและดวงตา นวดและคลีงเบาๆ พอกไว้ประมาณ 20 นาที จึงล้างออก หมั่นทำสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ผิวจะเปล่งปลั่งสดใสอมชมพูทีเดียวค่ะ
         ครีมพอกหน้าสำหรับสาวผิวมันและผิวผสม
ให้ใช้แตงกวา1 ผล ไขไก่ 1 ฟอง (ใช้เฉพาะไข่ขาว) และมะนาว 1 เสี้ยว หั่นแตงกวาเป็นแว่นบางๆ นำไปปั่นพร้อมกับไข่ขาวและบีบน้ำมะนาวลงไป ปั่นจนละเอียดเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน นำมาพอกให้ทั่วใบหน้า เว้นรอบปากและดวงตาไว้ ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วจึงล้างหน้าตามปกติ หมั่นทำบ่อยๆ ทุกสัปดาห์ จะช่วยลดความมันส่วนเกิน และยังช่วยสมานผิวหน้า กระชับรูขุมขน ช่วยให้ผิวหน้าเรียบเนียน เต่งตึง และนวลนุ่มชุมชื่น
          เพื่อเรียวขาสวย
ก่อนนอน นำมะนาวเปรี้ยวๆสักหนึ่งเสี้ยว บีบลงในดินสอพองพอหมาด ทาให้ทั่วขา ทิ้งไว้สักหนึ่งคืน รุ่งเช้าค่อยล้างออก แม้จะไม่ทำให้ขาเนียนขึ้นทันตาเห็น แต่หากทำเป็นประจำ ยืนยันว่าได้ผลค่ะ
          ลบรอยกระด่างดำบนใบหน้าด้วยมะละกอสุก
นำมะละกอสุกมายีให้ละเอียด พอกหน้า ทิ้งไว้ สัก 10 นาที แล้วจึงล้างออก จะช่วยให้ ใบหน้าที่มีรอยด่างดำดูดีขึ้น

วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2554

วิธีแก้กลิ่นตัวเหม็น

ใครที่รู้ตัวว่ามี กลิ่นตัว แรง และยังไม่ทราบวิธีแก้ วันนี้เกร็ดความรู้มีมาบอกกัน…
กลิ่นตัว เกิดจากเหงื่อ ที่มีการหมักหมมจนทำให้เกิดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นที่มาของการเกิดกลิ่นตัวที่เหม็น หรือ ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากกรรมพันธุ์ หรือน้ำหนักตัวที่มากเกินไป
วิธีแก้ คือ ถ้าหากเป็นคนอ้วน ควรเร่ง ลดไขมัน ส่วนเกิน ออกเสียก่อน แล้วดูว่ากลิ่นตัวที่เหม็นนั้นน้อยลงหรือไม่ ถ้าไม่น้อยลงนั้น แสดงว่ากลิ่นตัวนี้เกิดจากกรรมพันธุ์ วิธีแก้ คือ พยายามรักษาความสะอาดของร่างกาย หากมีเหงื่อออกมาก ๆ ไม่ควรหมักหมมเอาไว้ ให้หาน้ำหอมมาพ่นฉีดตามร่างกาย เพื่อเป็นการดับกลิ่น
ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันดูได้ จะได้ไม่มีกลิ่นตัวอีกต่อไป

ประโยชน์ของ คอลลาเจน

คอลลาเจน มีส่วนช่วยในการป้องกันอวัยวะในร่างกาย และเชื่อมอวัยวะต่างๆ ให้อยู่ด้วยกัน ช่วยให้โครงสร้างของร่างกายแข็งแรง และยืดหยุ่นดี ช่วยให้ข้อต่อต่างๆ ขยับเคลื่อนไหวไปมาไม่ติดขัด โดยเฉพาะข้อต่อในการรับน้ำหนักและขยับเคลื่อนไหวในอิริยาบถต่างๆ เช่นเดินหรือวิ่ง เป็นต้น นอกจากนี้คอลลาเจนยังเป็นตัวช่วยให้ผิวพรรณเกิดความชุ่มชื้น เสริมความเรียบตึงให้กับผิวหนัง ทำให้ผิวดูเรียบเนียนกระชับ โดยทำงานคู่กับโปรตีนอีกชนิดหนึ่งที่ชื่อ “ อิลาสติน ” ( Elastin ) ในขณะที่ คอลลาเจน มีหน้าที่เสมือนโครงร่างผิว อีลาสติน ก็ทำหน้าที่ให้ความยืดหยุ่นแก่ผิว ควบคู่กันไปด้วย
ร่าง กายของคนเรานั้นจะมี คอลลาเจน หนาแน่นในวัยเด็ก และจะค่อยๆ เสื่อมสภาพลงตามกาลเวลา จึงเห็นได้ว่าเมื่ออายุมากขึ้น เส้นใยคอลลาเจน เหล่านนี้จะเสื่อมสลาย ทำให้ชั้นผิวหนังยุบตัวลงอันเป็นสาเหตุของความเหี่ยวย่นและริ้วรอย รวมถึงการเกิดปัญหาข้อเสื่อม กระดูกเสื่อม อันเนื่องมาจาก คอลลาเจน ใน กระดูก ลดลง ทำให้ กระดูก ไม่สามารถรับน้ำหนักได้ ขาดความยืดหยุ่น เปราะหักง่าย เป็นต้น โดยพบว่าคนที่มีอายุ 25 ขึ้นไป จะมีปริมาณ คอลลาเจน ลดลงทุกปี ปีละ 1.5% อย่างไรก็ตาม เราสามารถเสริมสร้าง คอลลาเจน ให้ร่างกายได้ ด้วยการฉีด คอลลาเจน เข้าใต้ชั้นผิวหนังแท้ และอีกวิธีที่ง่ายและสะดวกคือ
การรับประทาน คอลลาเจน เพื่อช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของชั้นผิวหนังและเพื่อเสริมให้กระดูกแข็ง แรง ควรรับประทาน คลอลาเจน และ แคลเซียม เสริมจะช่วยป้องกัน ภาวะกระดูกพรุน ได้

วิตามิน Q โคเอ็นไซม์คิว-10

วิตามิน Q คืออะไร ? สำหรับร่างกายมี ประโยชน์หรือไม่? คุณจะหารับประทานได้ จากที่ไหน ?
ปัจจุบัน วงการแพทย์รุ่นใหม่และนัก วิทยาศาสตร์ชั้นนำให้ความสำคัญกับวิตามิน ตัวใหม่หรือ วิตามิน Q สามารถป้องกัน รักษาโรคหัวใจและช่วยชะลอความชราได้ คุณก็คงอยากรู้ว่าวิตามิน Q มีสรรพคุณ อย่างไร และมีประโยชน์อย่างไร ก็ต้องลอง อ่านกันนะคะจะได้รู้ว่า วิตามิน Q คืออะไร

สารานุกรม วิตามินและเกลือแร่ ได้ กล่าวถึงวิตามิน Q ไว้ว่า โคเอ็นไซม์คิว-10 (หมายถึงวิตามิน Q) เป็นส่วนหนึ่งของระบบ การทำงานเพื่อส่งผ่านอิเล็กตรอนให้ไหล ตลอดไมโตคอนเดรียในเซลล์ของขบวนการ สร้างพลํงงานของสิ่งมีชีวิตจึงเป็นสารสำคัญ ยิ่งทางชีวเคมีมีการค้นพบความสัมพันธ์ ระหว่างโคเอ็นไซม์ คิว 10 และวิตามิน อี ซึ่งตามความจริงทั้งสองทำหน้าที่แตกต่างกัน มาก อาจพบภาวะขาดโคเอ็นไซม์คิว 10 ได้ ในคนทั่วไป
การศึกษาเบื้องต้น บ่งชี้ว่า โคเอ็นไซม์คิว 10 อาจมีประสิทธิภาพสูงในการรักษาโรค รวมถึงการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน แต่สิ่งที่น่าสนใจ ที่สุดในช่วงเวลานี้ คือ ผลกระทบต่อระบบ เลือดและหัวใจ การศึกษาบางชิ้นตรวจพบว่า โค เอ็นไซม์คิว 10 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการ ทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจและลดปัญหา การอุดตันในเส้นเลือด ที่ไปหล่อเลี้ยงหัวใจ นักวิทยาศาสตร์บางท่านได้ทำการวิจัยถึง การทำงานของวิตามิน Q ว่ามีการทำงาน อย่างไร
ผลการวิจัยพบว่า วิตามิน Q ทำตัวเป็น สารต้านอนุมูลอิสระคล้ายวิตามินอี โดยจะ ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้โมเลกุลของไขมันถูก ทำลายเสียสภาพ จึงช่วยรักษาผนังเซลล์ให้ คงสภาพอยู่ได้
นักวิทยาศาสตร์บางท่านได้ แสดงให้เห็น ว่า วิตามิน Q ออกฤทธิ์ในอวัยวะของเซลล์ ส่วนที่เรียก ไมโตคอนเดรีย ซึ่งเป็นเสมือน โรงงานผลิตพลังงานที่สำคัญสำหรับเซลล์ ทำหน้าที่สันดาปโดยให้ออกซิเจนด้วยขบวน การที่เรียก ไบโออีเนลไจ ติคส์
หากมนุษย์เราขาดวิตามิน Q พลังงาน ในร่างกายจะขาดหายไปถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเราจะพบวิตามิน Q มากในเซลล์กล้าม เนื้อหัวใจ เพราะหัวใจต้องใช้พลังงานมาก
ชีวิตสมัย ใหม่ในโลกปัจจุบันทำให้ ร่างกายขาดการออกกำลังกายและการ พักผ่อนอย่างเพียงพอ ทำให้หลอดเลือด แคบลงและขาดความยืดหยุ่น ทำให้หัวใจ ต้องทำงานหนักมากขึ้นจนกล้ามเนื้อหัวใจโต ต้องการอาหารและพลังงานมากขึ้นกว่าเดิม แต่ขณะเดียวกันขณะที่หัวใจต้องการอาหาร และพลังงานมากขึ้น เส้นเลือดที่ไปเลี้ยง หัวใจกลับตีบตัน เพราะคอเลสเตอรอลจาก การบริโภคอาหารพวกฟาสต์ฟู้ดเป็นประจำ
เส้นเลือดโคโรนารีที่เป็นสาย ธารของ หัวใจ เมื่อมีก้อนคอเลสเตอรอลไปอุดตันทำ ให้หัวใจทำงานได้ไม่เต็มที่ กล้ามเนื้อหัวใจ อ่อนแรงหรือตายบางส่วน เกิดอาการปวดที่ หัวใจอย่างรุนแรงจนถึงตายก็มี เรียกว่า ” โรคหัวใจ ” ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในปัจจุบัน
การที่มีไขมันมาสะสมมากๆ ที่ผนังด้าน ในหลอดเลือดเสียความยืดหยุ่นเกิดโรคที่ เรียกว่า ” เส้นเลือดแข็ง ” ( อาเธอโรสเคลอโร ซิส )อาการของโรคหัวใจ ในตอนแรกจะดำเนิน ไปอย่างเงียบกริบเพราะเป็นช่วงที่ไขมันและ คอเลสเตอรอล ค่อยๆ เกาะและสะสมช้าๆ บน ผนังเส้นเลือด เมื่อเวลาผ่านไปก้อนไขมันเริ่ม มีขนาดโตขึ้นๆ ส่งผลให้ช่องว่างในหลอด เลือดเล็กลง เส้นเลือดเกิดอาการตีบตันเป็น จุดและเส้นเลือดเริ่มแข็งตัว บางครั้งระหว่าง ที่เหตุการณ์นี้กำลังดำเนิน อยู่ๆคุณอาจรู้สึก ได้ด้วยการปวดร้าวบริเวณหน้าอก เรียกว่า ” ปวดหัวใจแองไจน่า ” หรืออาจจะไม่ส่ง สัญญาณเตือนเลยก็ได้ จนถึงวันที่ก้อนไขมัน หลุดจากเส้นเลือดใหญ่ๆ สักเส้นเข้าไปจุกใน เส้นเลือดโคโรนารี ขัดขวางการส่งเลือดไป เลี้ยงหัวใจชีวิต คุณก็จะมอดม้วยมรณาทันที
วิตามิน Q สามารถแก้ปัญหาเส้นเลือด แข็งที่เป็นต้นตอของสาเหตุกล่าวคือ วิตามิน Q ช่วยยับยั้งไม่ให้ คอเลสเตอรอล จับตัวเป็น ก้อนแข็งในเส้นเลือด ซึ่งวิตามินอีและเบต้า แคโรทีนไม่สามารถเทียบได้ นี่เป็นผลการ ศึกษาของบาลซ์ไฟร์แห่งมหาวิทยาลัยบอสตัน
วิตามิน Q ป้องกันสมองเสื่อม
คุณก็คงเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับ โรคสมองเสื่อม หรือ โรคอัลไซเมอร์ มาบ้างแล้วจากหน้า หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ และวิทยุ ก่อนอื่นเรา มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาการของโรค อัลไซเมอร์ กันดีกว่าค่ะ อัลไซเมอร์เป็นกลุ่ม อาการเสื่อมของสมองที่เกิดในคนชรา หรือ คนวัย 40 ปีขึ้นไป พบในหญิงมากกว่าชาย ประกอบด้วยอาการความจำเสื่อม โดย เฉพาะกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ จำได้ แต่เรื่องเก่าๆ มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม กลายเป็นคนไม่เรียบร้อย ไม่สะอาด แต่งกาย ลวกๆ พูดรัวไม่เป็นคำ อาจกลายเป็นคน อารมณ์ร้ายหรืออิ่มเอมเกินปกติ บางครั้งเกิด อาการหลงเวลาหลงสถานที่ ผู้ป่วยอาจ กลายเป็นคนขี้เซา นอนยาว ที่แย่ที่สุดคือ เกิดอาการชักตัวสั่นเป็นอัมพฤษ์ ซึ่งไม่รู้ สาเหตุของโรคแต่คาดเดาว่าเซลล์สมอง เกิดอาการเสื่อมถอยเพราะถูกทำลายจาก อะไรบางอย่าง
นักวิทยาศาสตร์หลายคน เช่น ดร. เดนแฮม ฮาร์แมน แห่งมหาวิทยาลัย เนบราสก้า เชื่อว่าวิตามิน Q มีส่วนช่วยใน การป้องกันโรคชราที่เรียกกันว่า “อัลไซเมอร์” หรือสมองเสื่อมได้ โดยวิตามินจะปกป้อง ไมโตคอนเดรียให้พ้นจากการโจมตีของอนุมูล อิสระเจ้าตัวร้ายที่คอยบั่นทอนอายุมนุษย์ และสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย
มี เพียงวิตามิน Q และสารอีกไม่กี่ตัวที่ สามารถซึมซาบเข้าไปถึงอวัยวะส่วนไมโต คอนเดรีย และคอยปกป้องเตาเผาพลังงานที่ สำคัญที่สุดของเซลล์ได้
ความ ต้องการวิตามิน Q
เป็นที่ทราบกันดีว่า วิตามินทั้งหลายที่ ร่างกายต้องการนั้น มีอยู่ครบถ้วนแล้วใน อาหารของมนุษย์ แต่ในชีวิตประจำวันที่เร่ง ด่วน คนจำนวนไม่น้อยที่ขาดวิตามินด้วย เหตุหลายประการเช่น – การเลือกรับประทานอาหาร ไม่รับ ประทานผัก ผลไม้ รับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ – อาหารขาดคุณภาพ เช่น อาหาร ฟาสต์ฟู้ดที่คนในเมืองมักจะรับประทานกัน เป็นประจำเพราะต้องแข่งกับเวลา ซึ่งเป็น อาหารที่ใช้วัตถุดิบขาดคุณภาพ เช่น ข้าวขัด ขาว – การปรุงอาหารผิดหลักโภชนาการ วิตามินเมื่อถูกความร้อนสูงจะสลายหมด เช่น ถ้าเรานำเอาน้ำผลไม้ต้มเดือด วิตามินซี จะสลายตัวพืชผักที่เก็บไว้นานๆ จะทำให้ เสียวิตามินได้
- การดูดซึมวิตามินผ่านลำไส้เสีย ประสิทธิภาพ เนื่องจากเป็นโรคบางชนิด เช่น ท้องเสีย หรือรับประทานยาบางชนิด เช่น ยาระบายราฟิน เราพบว่าร่างกายผลิตวิตามิน Q ได้ น้อยลงหลังวัย 20 ปี กว่าๆ และเมื่อถึงวัย กลางคน เรามักจะขาดวิตามิน Q กันทั้งนั้น จึงไม่แปลกที่วัยนี้จะเป็นโรคหัวใจกันมาก ยัง ไม่เป็นที่รู้แน่ชัดว่า ร่างกายคนเราต้องการ วิตามิน Q วันละเท่าไรแน่ แต่รู้ว่าถ้าขาด วิตามิน Q จะทำให้แก่เร็ว ชีวิตสั้น
วิตามิน Q มีในอาหารประเภทไหนบ้าง
วิตามิน Q มีในน้ำมันปลา ปลาทะเลลึก เช่น ปลาซาร์ดีน (ซึ่งก็คือปลากระป๋องนี่เอง) อาหารทะเล เครื่องในสัตว์เฉพาะส่วนหัวใจ ตับและเซ่งจี๊ (คือกระเพาะปัสสาวะของหมู) ถั่วลิสง และน้ำมันถั่วเหลือง แต่อาจมี ปริมาณไม่มากนัก การรับประทานอาหาร อุดมด้วยวิตามินอีหรือซิลิเนียม สามารถ กระตุ้นให้ร่างกายสร้างวิตามิน Q ขึ้นในร่างกายได้
ขนาดมาตรฐานของการบริโภควิตามิน Q คือ 30 มก. /วัน (โดยเฉพาะคนอายุเกิน 50 จำเป็นมาก เพราะคนวัยนี้ร่างกายแทบ เลิกสร้างวิตามิน Q แล้ว จำต้องได้รับจาก ภายนอก) สำหรับคนที่มีอาการโรคชรา ควร รับประทานวิตามิน Q ในขนาด 50-100 มก./วัน เพื่อผลการรักษา
การรับประทานอาหารที่มีวิตามิน Q อย่างเดียวไม่พอ ต้องหาเวลาในการออก กำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะการออก กำลังกายช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลลด ความดันและอื่นๆ ได้สารพัด
จิต ใจผ่องใส การทำจิตใจให้แจ่มใสอยู่ เสมอ ไม่เครียด จะช่วยลดความเสี่ยงต่อ โรคหัวใจได้ เพราะความเครียด และความ วิตกกังวลทุกชนิด ล้วนไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ จิตและสุขภาพกาย
หลีกเลี่ยง เหล้าและบุหรี่ บุหรี่นอกจาก จะทำให้เกิดมะเร็งในปอดอย่างที่รู้กันอยู่แล้ว การสูบบุหรี่เป็นความเสี่ยงต่อโรคหัวใจอย่าง สูง และถ้าหากว่าเลิกบุหรี่นานถึง 10 ปี สุขภาพจะกลับคืนมาเท่าคนที่ไม่สูบบุหรี่
ระดับคอเลสเตอรอล นักวิจัยค้นพบ ว่าระดับ คอเลสเตอรอล ในกระแสเลือดมีความ สัมพันธ์กับโรคหัวใจ คนที่มี คอเลสเตอรอล ใน กระแสเลือดเกิน 265 มิลลิกรัม/เลือดหนึ่งเดซิ ลิตร จะเสี่ยงต่อโรคหัวใจเป็น 4 เท่าของคนที่ มีระดับ คอเลสเตอรอล ต่ำกว่า 19 มิลลิกรัม/เลือดหนึ่งเดซิลิตร
ไม่มี วิตามินตัวใดที่จะดูแลสุขภาพได้ แบบโดดๆ แต่มักจะมีการปฏิบัติหรือการรับประทานอาหารอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย ในการที่ จะทำให้คุณแข็งแรงปราศจากโรคภัยทุกชนิด ได้ ร่างกายของคุณต้องการการดูแลเอา ใจใส่อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องและจริงจัง
ที่มา : จาก…นิตยสาร RIC